ทั่วไป

น้ำตาซึม

เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง ก็ไม่รู้นะ…….ถ้าเป็นเรื่องจริงก็น่าเศร้ามากเลย……
แต่ถ้าเป็นเรื่องแต่งก็ถือว่าแต่งได้ดีเหมือนกันนะ….
2 ปีที่แล้วหลังจากฉันจบการศึกษาปริญญาตรีทางด้านการตลาด
ฉันก็ได้งานทำที่บริษัททางด้าน IT ชั้นนำแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งพนักงานฝ่ายขาย
และที่แห่งนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งต่างๆ
ที่ฉันปรารถนาให้เวลานั้นย้อนกลับมาอีกหากทำได้
หลังจากที่ฉันทำงานได้ประมาณ 2 อาทิตย์
ผู้จัดการฝ่ายขายได้ให้ฉันเดินทางไปพบลูกค้ารายหนึ่ง
ซึ่งจะว่าไปนี่เป็นงานแรกที่ฉันต้องฉายเดี่ยวเพียงลำพัง
แต่จะว่าไปก็ไม่เดี่ยวนักหรอกเพราะว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์
เพื่อที่จะอธิบายรายละเอียดทางด้านเทคนิคให้ลูกค้าฟังอีก 1 คน
ที่ทำงานของฉันอยู่ชั้น 6 ของบริษัท แต่ฝ่ายผลิตภัณฑ์อยู่ชั้น 2
ด้วยความตื่นเต้นกับงานแรกฉันโทรไปหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์คนนั้น
ตามเบอร์ภายในที่อยู่ในเอกสารรายละเอียดงานที่ฉันได้รับมา
“สวัสดีครับ ผมปัญทัตน์รับสายครับ”
นั่นเป็นเสียงของเจ้าของสายปลายทางที่พูดกลับมา
“สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อยุวดีจากฝ่ายขายคะ ดิฉันโทรมาเพื่อสอบถามคุณว่า
คุณได้รับเอกสารเรื่อง Present งานลูกค้าในวันศุกร์นี้หรือยังค่ะ”
“อ๋อ..ครับได้รับแล้วคุณยุวดีต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่าครับ”
“เปล่าค่ะ เอ่อ…พอดีนี้เป็นงานแรกของดิฉัน
ก็เลยจะโทรมานัดแนะเรื่องเวลาและความพร้อมอื่นๆ นะค่ะ”
หลังจากนั้นฉันก็คุยรายละเอียดและนัดแนะเรื่องเวลากับเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ฉันก็เตรียมตัวอย่างหนักด้วยความตื่นเต้น กึ่งๆ กลัวปะปนกัน
แล้ววันนั้นก็มาถึงฉันถือแฟ้มรายละเอียดต่างๆ ที่เตรียมไว้
แล้วเดินมาลงลิฟต์ ไปลานจดรถชั้น B
พอออกจากลิฟต์ฉันกดโทรศัพท์เพื่อโทรหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์
แล้วสิ่งที่ฉันไม่อยากได้ก็เข้ามาในโสตรับรู้ของฉันว่า
รถตู้บริษัทที่ฉันทำเรื่องใช้ไว้นั้นเกิดอุบัติเหตุเมื่อเช้านี้
ฉันรู้สึกว่าฤกษ์วันนี้ชักไม่เข้าท่าเสียแล้ว
ฉันตอบเขาไปว่าถ้างั้นเดี๋ยวขับรถส่วนตัวดิฉันไป
เขาตอบตกลงและจะตามไปที่รถของฉัน
ฉันนั่งสตาร์ทเครื่องรถทิ้งไว้รอเขา และแล้วเขาก็มายืนอยู่ข้างรถ
“คุณยุวดี ใช่ไหมครับ”
นี่คือครั้งแรกที่ฉันพบเขา ผู้ชายที่จะไปทำงานกับฉันวันนี้
ฉันรู้สึกว่าวันนี้ฤกษ์คงจะไม่ดีจริงๆ เสียแล้ว
เพราะผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างรถของฉันตอนนี้ ในสายตาฉันบอกได้เลยว่า
นายนี่จะพูดภาษาคนได้รู้เรื่องหรือเปล่า หน้าตาออกจะต๊องๆ ไม่มีแววฉลาด
(ไม่น่าตอบคำถามอะไรจากลูกค้าได้เลย)
บุคลิกก็ดูไม่สง่า ยิ่งการแต่งตัวด้วยแล้ว
ฉันไม่รู้ว่านายนี่หลงยุคหรือเปล่า
ฉันได้แต่คิดว่านี่ผู้จัดการของฉันแกล้งฉันหรือเปล่าที่ต้องให้ฉันมาทำงานกับนายสกั๊งนี่
ตอนนี้เขาเปิดประตูเขามานั่งในรถของฉันแล้ว
ฉันจึงถามเขาไปว่า “คุณจะขับเองไหมคะ”
เขายิ้มและพูดว่า “ผมขับรถไม่เป็นครับ”
นายนี่นอกจากจะเห่ยแล้วยังไม่ได้เรื่องอีก ไม่เป็นสุภาพบุรุษเลย
ฉันขับรถออกมาเพื่อมุ่งหน้าไปยังบริษัทลูกค้า
ตลอดเวลาฉันรู้สึกได้อีกอย่างว่าอีตานี่คงจะเป็นคนใบ้
เพราะถ้าฉันไม่ถามเขาก็ไม่ตอบ ไม่ชวนคุย เอาแต่นั่งมองถนนข้างๆ ทาง
ฉันชักไม่แน่ใจแล้วซิว่ามากับคนปรกติ
พอมาถึงบริษัทลูกค้าเขาเป็นคนเดินนำหน้าฉันไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์บริษัท
เพื่อขอเข้าพบและอีกหลายๆ อย่างด้วยความคล่องแคล่ว
ฉันเสียอีกที่เงอะๆ เงิ่นๆ เหมือนกับว่าเขาเป็นคนละคนกับนายบื้อเมื่อกี้
เราเริ่มงานวันนี้ได้ด้วยดี แล้วระหว่างนั้นเวลาที่ลูกค้ามีปัญหาข้อซักถาม
นายบื้อนั่นสามารถตอบได้รวดเร็ว ปราดเปรื่องขัดแย้งกับหน้าตาต๊องๆ ของเขา
อย่างที่ฉันเองก็เผลอนึกชื่นชมอยู่ในใจ เราผ่านงานนั้นมาด้วยดี
ขากลับฉันชวนเขาทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง
แล้วนายบื้อนี่ก็ตอบอย่างหน้าตาเฉยว่ากินไม่เป็น
เชยอย่างที่ฉันเองก็ไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อน
ท้ายสุดฉันต้องมานั่งกินข้าวแกงริมทางกับตาบื้อนี่
ฉันได้แต่นึกในใจว่าผู้ชายอะไรไม่มีรสนิยม แถมไร้ยางอายอีกตะหาก
ฉันกลับบริษัทไปพร้อมข่าวดี
หลังจากวันนั้นฉันก็ได้ออกไปทำงานติดต่อลูกค้าบ่อยขึ้น
หน้าที่การงานของฉันรวมทั้งค่าคอมมิชชั่นดีขึ้น
แต่ที่ไม่ดีก็คือต้องไปกับผู้ชายซื่อบื้อนั่นเป็นประจำ
หลังจากที่ฉันทำงานที่บริษัทมาเป็นเวลาเกือบปี
ฉันได้รู้จักพนักงานหลายฝ่าย มีเพื่อนมากขึ้น
ฉันก็พบผู้ชายในฝันของฉัน
เขาอยู่ฝ่ายวิศวกรรม แถมอยู่ในตำแหน่งวิศวกรด้วย
หน้าตาดี สมาร์ท ดูดีมีรสนิยมในทุกๆ เรื่อง
และที่สำคัญฉันคิดว่าเขาก็ชอบฉัน เขาชื่ออนันต์
เรารู้จักและสนิทสนมกันเร็วมากจนเรียกได้ว่าเป็นแฟนกัน
อนันต์มักนัดฉันไปทานข้าว ฟังเพลงบ่อย
คำพูดของเขาเป็นคำที่ฉันรู้สึกว่ามันไพเราะน่าฟัง
ทุกๆ เช้าจะมีดอกกุหลาบสีขาวมาวางบนโต๊ะทำงานฉันทุกวัน
และฉันก็มั่นใจแน่นอนว่าเจ้าของดอกกุหลาบนี้ชื่ออนันต์แน่นอน
ฉันมีความสุขและคิดว่าคงรักเขาคนนี้
จนวันหนึ่งฉันออกไปพบลูกค้ารายหนึ่งพร้อมนายบื้อ
ระหว่างที่ฉันขับรถอยู่นั้น นายบื้ออยู่ๆ ก็เป็นฝ่ายถามฉันขึ้นมาว่า
“คุณยุวดีสนิทสนมกับคุณอนันต์ดีจัง
รู้จักกันก่อนหน้ามาทำงานที่นี่หรือครับ”
ฉันตอบนายบื้อไปว่า “เปล่า…เราพึ่งรู้จักนันต์ที่นี่แหละ”
นายบื้อยิ้มแล้วก็เงียบไปไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลยจนเสร็จงาน
เดือนธันวาคมใกล้วันเกิดของฉัน
ฉันมีโปรแกรมจะไปฉลองวันเกิดกับเพื่อนที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีอนันต์ไปด้วย
เช้าวันเกิดฉันระหว่างที่ฉันดื่มกาแฟอยู่ที่บ้าน
โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น แต่เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นฉันรับสาย
เสียงที่ได้ยินในสายนั้นเป็นเสียงดนตรีจาก***บเพลงเป็นเพลงอวยพรวันเกิด
พบจบสายก็ตัดไปฉันโทรกลับไปที่เบอร์นั้นปรากฏว่าเป็นเบอร์สาธารณะ
พอฉันมาถึงที่บริษัทบนโต๊ะทำงานฉันมีดอกกุหลาบสีขาววางไว้เช่นทุกวัน
แต่วันนี้มี***บเพลงรูปเด็กผู้หญิงน่ารักวางไว้ด้วย ฉันไขลาน***บเพลงนั้น
เพลงที่เปล่งออกมาเป็นเพลงและเสียงเดียวกันกับที่ฉันรับโทรศัพท์
ฉันยิ้มออกมาและอดคิดถึงความน่ารักของอนันต์ไม่ได้
ว่าเขาช่างโรแมนติกอะไรเช่นนี้
ตอนเย็นเราเป็นไปเที่ยวกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง อย่างสุกสนาน
พอเลิกงานขณะที่กำลังจะแยกย้ายกันกลับ
อนันต์เดินเข้ามาหาฉันพร้อมกล่องของขวัญในมือ
เขาก็อวยพรวันเกิดให้ฉันพร้อมกับยื่นกล่องของขวัญนั้นให้
ฉันมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ก็เลยถามอนันต์เรื่อง***บเพลงเมื่อเช้า
แต่เขากลับปฏิเสธว่าเขาไม่รู้เรื่อง ฉันกลับมาบ้านพร้อมความสงสัย
ฉันนั่งพินิจพิเคราะห์เจ้า***บเพลงอันนั้น
แต่ฉันก็คิดไม่ออกว่าเป็นของใครจริงๆ
แล้วในบริษัทมีคนมาจีบฉันหลายคนก็จริงอยู่
แต่ตั้งแต่ฉันคบกับอนันต์ หนุ่มๆ พวกนั้นก็ล่าถอยกันไปหมด
จนปีใหม่ฉันได้รับการ์ดอวยพรในลักษณะมาวางไว้คู่กับดอกกุหลาบสีขาวเช่นเดิม
มีข้อความที่ทำให้ฉันสงสัยมากขึ้นอีก ในการ์ดนั้นมีข้อความว่า
“คุณอย่ารู้เลยว่าผมเป็นใคร รู้เพียงว่าผมไม่มีเจตนาร้ายต่อคุณ
ขอให้คุณมีความสุขมากๆ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
มีความสุขกับคนที่คุณรัก ปรารถนาดี สายลม”
ฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะต้องหาตัวเจ้าของกุหลาบสีขาวและการ์ดนี้ให้ได้
วันรุ่งขึ้นฉันมาทำงานเช้ากว่าทุกวันและแอบไปนั่งที่โต๊ะทำงานเพื่อน
โดยหลบอยู่หลังพาร์ติชั่นโต๊ะทำงานของเพื่อน
และสิ่งที่ฉันเห็นก็คือผู้ชายคนนั้น
นายบื้อนั่นเองเขาเดินมามองซ้ายมองขวาพร้อมล้วงเอาดอกกุหลาบสีขาว
ออกจากกระเป๋าเอกสารของเขามาวางไว้บนโต๊ะทำงานของฉัน
ฉันโกรธมากฉันลุกขึ้นและเรียกชื่อเขา
เขาตกใจแต่กลับไม่วิ่งหนีไปยืนรอจนฉันเดินเข้าไปใกล้
ฉันถามเขาว่าทำอย่างนี้ทำไมด้วยน้ำเสียงโกรธอย่างเต็มที่
เขาก้มหน้าลงและพูดกับฉันว่า
“ผมขอโทษนะ ถ้าสิ่งที่ผมทำมันทำให้คุณรำคาญ
ผม…ผมแค่อยากทำอะไรให้คุณรู้สึกดีแค่นั้นเอง
ผมรู้ตัวเองดีว่าไม่คู่ควรหรือเหมาะสมกับคุณ
แต่นี่มันเป็นเรื่องของจิตใจ ผมรักคุณ
แต่ผมก็ไม่ต้องการหรือเรียกร้องให้คุณมารักผม
หัวใจคุณเป็นของคุณผมบังคับไม่ได้
เช่นกันนี่ก็หัวใจผมคุณจะห้ามไม่ให้ผมรักคุณผมก็ทำไม่ได้
ผมไม่มีอะไรต่ออะไรมามอบให้คุณได้อย่างคนอื่น
ผมจะมีก็แค่ความหวังดีให้ ถ้าคุณคิดว่ามันผิด
ผมก็ขอโทษและจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้อีก”
เขาพูดจบเขาก็เก็บดอกกุหลาบนั่นไว้ในกระเป๋าแล้วเดินออกไป
หลังจากวันนั้นก็ไม่มีดอกกุหลาบสีขาวบนโต๊ะฉันอีก
ฉันขอให้ผู้จัดการฉันเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์คนใหม่
ฉันจึงไม่เจอหน้านายบื้อนั่นอีก
จะมีก็บางครั้งที่เจอแต่เขาก็จะเป็นฝ่ายหลบหน้าฉันตลอด
จนวันหนึ่งฉันตั้งใจลางานช่วงบ่ายครึ่งวันเพื่อไปดูหนังกับอนันต์
พอพักเที่ยงฉันก็ออกไปทานข้าวเที่ยงกับอนันต์ แล้วก็ไปดูหนังกันต่อ
ก่อนเข้าโรงหนังฉันปิดโทรศัพท์มือถือ
หนังสนุกมากหรือเพราะฉันมากับอนันต์ก็ไม่รู้ทุกอย่างก็เลยดูดีไปหมด
พอหนังจบอนันต์ก็มาส่งฉันที่บ้าน อนันต์กลับไปแล้วฉันก็เดินเข้ามาในบ้าน
บ้านของฉันเงียบจัง แม่และน้องชายไม่อยู่
ฉันจึงโทรไปหาน้องชาย น้ำตาของฉันก็ไหลออกมา
แม่ของฉันล้มป่วยด้วยโรคหัวใจ ซึ่งเรื้อรังมานานมาก
หมอเคยบอกให้ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ
แต่ทางโรงพยาบาลก็ยังหาหัวใจจากผู้บริจาคไม่ได้ และที่มีก็เปลี่ยนกันไม่ได้
จนถึงวันนี้ ฉันงงไปหมด รู้ตัวอีกทีฉันก็มาถึงที่โรงพยาบาล
น้องชายฉันวิ่งมากอดฉันไว้
และบอกกับฉันว่าเมื่อซักครู่มีอุบัติเหตุมีคนเสียชีวิตด้วย
และคนที่เสียชีวิตนั้นก็ยื่นความประสงค์ที่จะบริจาคอวัยวะไว้กับโรงพยาบาลด้วย
หมอกำลัง เช็คกันว่าจะเปลี่ยนให้แม่ได้หรือเปล่า
ฉันนั่งรอผลอยู่หน้าห้องผ่าตัดกับน้องชายด้วยความหวัง
แต่กระนั้นฉันกับน้องก็ยังร้องไห้อยู่ด้วยความเป็นห่วงแม่
หมอเดินออกมาและบอกกับเราว่าหัวใจจากผู้ตายสามารถเข้ากับแม่ได้
ฉันดีใจมาก ยิ้มทั้งน้ำตา แม่ฉันกำลังจะหาย แม่ฉันกำลังจะหาย
หัวใจฉันบอกฉันย้ำๆ อยู่อย่างนั้น
การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี
แม่เข้าพักที่ห้องผู้ป่วยในแล้วฉันกับน้องเข้าไปดูอาการแม่
แล้วก็กลับบ้านเพื่อที่ฉันจะได้ไปเตรียมของมานอนเฝ้าแม่และให้น้องชายอยู่บ้าน
ระหว่างขับรถกลับบ้านฉันจึงถามน้องชายว่าพาแม่มาโรงพยาบาลอย่างไร
น้องฉันตอบว่าโทรหาฉันตอนที่แม่ป่วยแต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ
เลยโทรไปที่บริษัทหลายครั้ง
เพื่อนของฉันรับและมารับแม่ฉันไปโรงพยาบาล
ฉันเลยถามว่าเพื่อนคนนั้นชื่ออะไร ทำไมไม่เห็นโทรบอกฉันเลย
น้องชายฉันบอกว่า เพื่อฉันเป็นผู้ชายชื่อ ปัญทัตน์
ฉันแปลกใจมากว่านายบื้อนั่นรับโทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานฉันได้อย่างไร
และที่สำคัญเขาขับรถมารับ แม่กับน้องฉันได้อย่างไร
แต่อย่างไรเสียพรุ่งนี้ฉันตั้งใจจะไปขอบคุณเขา
และคงต้องขอโทษเขากับเรื่องที่ผ่านๆ มา
เช้าวันรุ่งขึ้นฉันไปทำงาน บนโต๊ะทำงานมีกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งเขียนไว้ว่า
“ขอโทษที่รับโทรศัพท์คุณโดยไม่ขออนุญาต
พอดีผมผ่านมาเห็นว่าดังหลายครั้ง แม่คุณป่วยอยู่โรงพยาบาล…ครับ”
ช่วงสายฉันเดินไปที่แผนกเขาแต่ไม่พบ ฉันจึงถามเพื่อนร่วมงานเขาคนหนึ่ง
คำตอบที่ได้ฉันนั้นทำให้น้ำตาฉันคลอหน่วย อย่างที่ฉันเองก็ไม่เข้าใจ
เขา…เขาเสียชีวิตใกล้ๆ กับโรงพยาบาลที่แม่ฉันรักษาตัวอยู่
เขาหัดขับรถได้ไม่นาน นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้จากเพื่อนของเขา
ฉันถามเพื่อนเขาว่าศพเขาตั้งอยู่ที่วัดไหน
เพื่อนเขาบอกว่า ศพของเขาอยู่ที่โรงพยาบาล
เขาบริจาคร่างกายให้ไว้กับโรงพยาบาลตั้งแต่ก่อนตาย
อนุสติฉันดึงเรื่องราวมาปะติดปะต่อกัน
ฉันรีบขับรถไปโรงพยาบาล สอบถามเรื่องอุบัติเหตุเมื่อวาน ใช่เขาจริงๆ
ฉันจึงไปถามหมอที่รักษาแม่ฉันว่าหัวใจที่เปลี่ยนให้แม่เป็นของใคร
หมอตอบว่าไม่สามารถบอกได้ แต่ฉันคิดว่ามันคงไม่ผิดจากที่ฉันคิดไว้
หัวใจที่เปลี่ยนให้แม่ฉันเป็นของเขาคนนั้นอย่างแน่นอน
ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงของแม่มองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง
ภาพของเขาเสียงของเขาก้องอยู่ในจิตใจฉัน
น้ำตามันไหลออกมา ออกมาอย่างที่ฉันไม่เคยคิดมาก่อน
ไม่มีเขาคนนั้นอีกแล้ว ฉันเองคงไม่มีสิทธิแม้แต่คำว่าขอโทษ หรือขอบคุณ
หลายวันต่อมามีเจ้าหน้าที่บริษัทประกันมาติดต่อฉัน
เรื่องสิทธิในการขอรับเบี้ยประกันจากผู้ชายที่ชื่อ ปัญทัตน์
เขาเลือกที่จะให้ฉันเป็นผู้รับเบี้ยประกันของเขา
หลังจากที่ฉันติดต่อจัดการกับเงินประกันของเขา
ฉันก็นำเงินจำนวนนั้นไปบริจาคให้กับมูลนิธิต่างๆ
เท่าที่ฉันรู้จักในนามของเขา
บางส่วนฉันก็เอาไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา
หลังจากวันนั้นมาฉันก็พยายามที่จะสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับตัวของเขา
ข้อมูลที่ฉันได้มาเป็นสิ่งที่ฉันเองต้องยอมรับว่า
คนคนนี้เป็นที่สุดของสุภาพบุรุษ ที่สุดของนักสู้ชีวิต
พ่อกับแม่ของเขาแยกทางกัน เขาเองอยู่กับยาย
เรียนเก่งได้ทุนเรื่อยมา หลังจากยายเสียเขาก็ไม่มีพี่น้องหรือญาติที่ไหน
เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีกับทุกๆ คน ทุกคนเสียใจกับการจากไปของเขา
ฉันรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ให้ที่คงไม่มีวันได้รับคืนเลย
ฉันได้บันทึกของเขาจากเพื่อนสนิทของเขาคนหนึ่ง มีข้อความหนึ่งในบันทึกนั้น
เขาเขียนถึงวันที่ฉันจับได้ว่าเขาเป็นคนส่งดอกกุหลาบให้ฉัน
เนื้อความในหน้านั้นเขียนไว้อย่างปวดร้าว และทุกๆ หน้าจะมีเรื่องราวของฉัน
และก็เกือบจะทุกๆ หน้าที่เขามักจะย้ำตัวเองเสมอว่า
“ผมรักคุณนะ แต่ผมไม่คู่ควรคุณหรอก ชีวิตผมมันไม่เคยสมบูรณ์
หากชีวิตที่ไม่เติมเต็มของผม มันพอที่จะเติมเต็มให้คุณได้ผมยินดีเสมอ”
ฉันอดที่จะร้องไห้ไม่ได้ทุกครั้งที่อ่านบันทึกของเขา
แต่ฉันก็อ่านมันทุกๆ วันและตลอดไป
วันนี้แม่ของฉันหายเป็นปรกติแล้ว
แม่มักพูดถึงเจ้าของหัวใจที่บริจาคให้ว่าใครหนอ
ฉันอยากตอบแม่จังเลยว่าเขาเป็นใคร
แต่ฉันไม่อยากให้แม่รับรู้เรื่องราวเหล่านั้น
ฉันได้แต่กอดแม่ทุกครั้งที่แม่พูดถึง
เพราะอย่างน้อยฉันก็กอดหัวใจอีกดวงหนึ่งไว้ด้วย
กอดเพื่อให้คำว่าฉันขอโทษ ฉันรักเธอ ซึมผ่านไปหาเจ้าของหัวใจ
ที่อยู่ข้ามไป ณ.ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งไม่มีวันกลับมา
T_T

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

%d bloggers like this: